"เสี่ยวหลงเปา ฮาวแคนไอโกโฮม"

หลังจากที่เมื่อวานไปเที่ยวเมืองซูโจว โปรแกรมวันนี้คือเที่ยวในเมืองเซี่ยงไฮ้ วันนี้ไม่ต้องตื่นเช้าเหมือนเมื่อวานแล้ว เพราะไม่ต้องเดินทางไกล ที่แรกที่ไปคือเมืองโบราณขึ้นแท็กซี่ออกมานอกเมืองประมาณ 15 นาทีก็ถึง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ตกแต่งให้ดูเหมือนบ้านเมืองสมัยก่อน

เข้ามาที่นี่แล้วเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในฉากหนังกำลังภายใน แต่เปลี่ยนจากจอมยุทธถือกระบี่เป็นนักท่องเที่ยวถือถุงชอปปิ้งแทน ทั้งที่วันนี้เป็นวันจันทร์ตอนเช้า แต่คนเยอะเหมือนเป็นวันหยุด หน้าตาแต่ละคนก็ดูไม่ได้มาจากนอกประเทศเลย คนในประเทศล้วนๆ ประมาณว่าเที่ยวเอง รวยเอง ส่วนใหญ่ที่นี่จะขายของที่ระลึกที่เกี่ยวกับประเทศจีน เช่น อาหาร ขนม เสื้อผ้า หรือของจุกจิกเล็กน้อย มีวัดอยู่ด้านในด้วย และแน่นอน....เสียค่าผ่านประตูก่อนเข้าไปไหว้


บรรยากาศในเมืองโบราณ

กิจการที่เป็นที่นิยมอีกอย่างและขึ้นชื่ออย่างมากของประเทศจีนคือ ของก๊อปปี้ พวกกระเป๋า นาฬิกาแบรนด์เนม ถ้ามาที่นี่จะมีพวกพ่อค้าแม่ค้าจะเดินมาติดต่อเราเอง มาตัวเปล่าๆ ถ้าสนใจก็เชิญด้านนอกเลย พาไปดูของที่โชว์รูม ซึ่งดูภายนอกจะเป็นร้านกิ๊ฟชอปกะโหลกกะลา ขนาดพอๆกับร้านค้าในจตุจัตร แต่ตรงฝาผนังด้านหลังของร้านเป็นประตูลับ สามารถหมุน 180 องศาได้และจะเป็นบันไดเดินขึ้นด้านบนของร้าน ไอเดียกระฉูดจริงๆ แต่ดูจากสินค้าเกรดเอของเค้า คุณภาพยังไม่เทียบเท่า เกรดเอจากไทยแลนด์ น่าดีใจมั้ยเนี่ย

ใครมาถึงเซี่ยงไฮ้แล้วต้องไม่พลาด ซั่งไห่เสี่ยงหลงเปา ของแท้ต้นตำรับ หากินได้ที่นี่ ในเมืองโบราณก็มีร้านเสี่ยวหลงเปาชื่อดัง NanXiang stream bun ที่ขายดีเป็นเททิ้ง ต้องรอคิวซื้อนานพอสมควร เรามาตอนเช้าก็รอไม่นาน แต่ถ้ามาช่วงบ่ายหรือเย็นอาจต้องรอเป็นชั่วโมง ถ้ารักจะกินต้องรอได้ เพราะของเค้าดีจริงๆ อ้อ เสี่ยงหลงเปาต้นตำรับกัดแล้วต้องมีน้ำเค็มๆอยู่ข้างในด้วยนะ


หน้าร้านเสี่ยวหลงเปา


เสียวหลงเปา ต้นตำรับ อืมม..น้ำยายไหยย

เดินเตร็ดเตร่ในเมืองโบราณได้ 2-3 ชั่วโมงก็เดินทางต่อไปที่ ถนนบันซึ่งติดกับหาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ต้นกำเนิดตำนานเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ถนนบันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเซี่ยงไฮ้ นอกจากจะมีหาดที่มองเห็นวิวของตึกระฟ้าอีกฝั่งของเมืองได้ชัดเจนแล้ว ยังมีตึกรูปทรงโบราณอีกด้วย ยิ่งถ้ามากลางคืนจะสวยมากเพราะตึกเหล่านี้จะประดับไฟอย่างสวยงาม ตึกเก่าๆพวกนี้เมื่อก่อนเป็นธนาคาร เป็นโรงแรม บางตึกก็เป็นสำนักงาน แต่ปัจจุบันบางตึกก็กลายเป็นตึกร้างไปแล้ว ในสมัยยุคที่ตะวันตกเรืองอำนาจในเซี่ยงไฮ้ ถนนบันเป็นอาณาเขตของชาวต่างชาติ ถึงขนาดมีป้ายห้ามคนจีนเข้า แนะนำว่าถ้าจะมาหาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ให้มาตอนเย็นๆจะดีกว่า เพราะกลางวันร้อนตับแล่บ


ถนนบัน

จากหาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ลอดอุโมงค์ข้ามฝั่งมาก็จะเป็นถนนนานจิง ถนนเศรษฐกิจและแหล่งชอปปิ้งขนาดใหญ่ของเมืองเซี่ยงไฮ้ ร้านรวงแถวนี้ยังคอนเซ็ปต์ยอดนิยมของที่นี่คืออนุรักษ์แบบดั้งเดิมเอาไว้ แล้วมีรถรางให้เห็นอีกด้วย พอเลยจากส่วนที่เป็นตึกโบราณๆ ก็จะเป็นแหล่งชอปปิ้งขนาดใหญ่ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบเก่าและสมัยใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ยิ่งช่วงที่เราไปเป็นช่วงซัมเมอร์ของที่นี่ แทบทุกร้านจะลดราคาประมาณ 50% บางร้านก็มากกว่านั้น การดูราคาของที่นี่จะสะดวกหน่อยเพราะมีป้ายบอกราคามาตรฐานสินค้าทุกชนิด ตั้งแต่ร้านโชว์ห่วยธรรมดาไปจนถึงในห้าง ไม่ต้องถามราคาให้เมื่อยตุ้ม ถ้าร้านไหนลดราคาจะมีแปะป้ายบอกราคาพิเศษ สมมุติเสื้อตัวหนึ่งมีเลข 8 แปะอยู่ หมายความว่าเสื้อตัวนั้นลดราคา 80% คือถ้าเลขยิ่งเยอะยิ่งถูกนั่นแหละ


ถนนนานจิง ตอนบ่ายๆ

ถัดจากถนนนานจิงไปอีกไม่ไกลก็มีที่ชอปปิ้งใต้ดินขนาดใหญ่อีก อยู่ติดกับรถไฟใต้ดิน ของก็คล้ายๆกับที่นานจิงนี่แหละ คนที่นี่ชอบชอปปิ้งจริงๆ ขนาดเป็นวันธรรมดาพอตกเย็นเลิกงานปั๊บก็ออกมากินข้าว ออกมาชอปปิ้ง คาดว่าเป็นเพราะชาวเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่จะอยู่อพาร์ทเมนต์กัน น้อยมากที่จะมีบ้านเดี่ยว อยู่แต่ในบ้านมันก็น่าเบื่อ แล้วก็ไม่มีที่ทำกับข้าวอีก คนที่นี่เลยนิยมออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน กินข้าวนอกบ้านกัน


ถนนนานจิง ตอนดึก

เดินเล่นใต้ดินสักพักก็เดินย้อนกลับไปกินข้าวที่ถนนนานจิง กินเสร็จแล้วเราก็แยกย้ายกับครอบครัว ไปดูหนังที่ห้าง Super Brand Mall ที่เราไปวันแรก ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่าต้องมาดูหนังที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรกให้ได้ เรื่องอะไรก็ได้ขอให้มันเป็นหนัง อยากดูบรรยากาศการดูหนังที่อื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทยบ้าง เลยนั่งแท็กซี่ไปคนเดียว

โรงหนังที่ไปดูชื่อว่า Stellar Cinema City เป็นโรงหนังที่ตกแต่งสไตล์อียิปต์ๆ หน่อย มีหนังฉายอยู่ไม่กี่เรื่อง Tranformers อันนี้ดูแล้ว อีกเรื่องเป็นหนังจีนที่อ่านชื่อไม่ออก เรื่องสุดท้ายคือเรื่องที่เราดู เพราะมีรอบใกล้ที่สุด รอบ 20.45 เรื่อง Flash Point เป็นหนังแอ๊คชั่นฮ่องกง Donnie Yen (คนนี้น่าจะคุ้นหน้ากันดี เพราะพี่เค้าจะปรากฏในหนังบู๊บ่อยๆ) และ Louis Koo หรือ กู่เทียนเล่อแสดงนำ ค่าตั๋วที่นี่ 30 หยวน ก็ประมาณ 130 กว่าบาท



เรื่องนี้แหละที่ไปดู


บรรยากาศหน้าโรงหนังดีจริงๆนะเออ

ระหว่างรอก็เดินไปดูดีวีดีที่ร้านหนังสือ ทั้งห้างเดินเจอแค่ที่เดียวแถมอยู่ในร้านหนังสืออีก ห้างก็ใหญ่แต่ไหงไม่มีร้านขายดีวีดีเลย แผ่นผีริมถนนยังหาง่ายกว่าแผ่นแท้ ราคาถูกอีกแผ่นละแค่ 5 หยวน หรือประมาณ 23 บาทเอง

ประมาณ 20.40 ก็เดินเข้าโรงหนัง ไม่มีคนเดินเข้าพร้อมกับเราเลย รอบนี้คนอาจจะน้อย แต่พอเข้าโรงหนังปั๊บ คนมานั่งกันเกือบเต็มแล้ว เราว่าเราตรงเวลาแล้วนะ คนที่นี่เขาเผื่อเวลาไปอีก พอ 20.45 เป๊ะก็ฉายโฆษณาเรื่องนึง แล้วก็ตัดเข้าหนังเลย เลยรู้สึกแปลกๆเวลาที่ดูหนังแล้วไม่ต้องยืนฟังเพลงสรรเสริญพระบารมี ตรงเวลากันดีจัง โรงหนังแถวๆนี้น่าจะทำมั่งนะเออ


ดุดันสมเป็นหนังบู๊ ไอ่ตัวที่ยืนดูดบุหรี่ นั่นแหละกู่เทียนเล่อ

ดูไปก็แอบถ่ายวีดีโอ ช่วงหนังเริ่มไฟในโรงไม่ดับ คนในโรงก็โวยวายกันใหญ่ บางคนเดินออกไปด่าพนักงานตรวจตั๋วลั่นโรง พนักงานถึงกับต้องเดินหนี ถ้าไม่หนีอาจโดนรุมเอา ทำไมโหดกันจังครับ

หนังไม่มีซับไตเติ้ลอังกฤษ อาศัยว่าเป็นหนังบู๊ ไม่ต้องรู้เรื่องดูเอามันอย่างเดียว คนที่นี่เวลาดูหนังช่วงไหนตลกก็ฮาไม่ลืมหูลืมตา ช่วงไหนแอ็คชั่นก็ร้อง โอ้วว อู้ววว ซี๊ดดด กันใหญ่ มีอารมณ์ร่วมกับหนังสุดฤทธิ์ หนังมันก็สนุกดีถ้าไม่คิดอะไรมาก เพราะมันเป็นหนังแอ็คชั่นเกรดบี เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า มีพี่น้องตำรวจคู่หนึ่ง พี่เป็นตำรวจฝีมือดีเตะต่อยเก่ง ตัวน้องคือกู่เทียนเล่อเป็นตำรวจสายลับ ที่แทรกตัวเข้าไปอยู่ในแก๊งค์มาเฟีย ทำไปทำมาน้องโดนจับได้ว่าเป็นตำรวจ เลยถูกแก๊งค์มาเฟียตามล้างผลาญ แฟนสาวสุดสวยดันถูกจับเป็นตัวประกันอีก เดือดร้อนถึงพี่ชายที่ต้องตามไปถล่มแก๊งค์มาเฟียให้ราบคาบ ประมาณนี้แหละ ทั้งเรื่องพูดกันประมาณ 30% ที่เหลือซัดกันนัวเนีย

ดูหนังจบออกมาก็ประมาณสี่ทุ่มกว่า ต้องกลับคอนโดคนเดียวครั้งแรก จริงๆขึ้นแท็กซี่กลับเลยก็ได้ แต่มันง่ายไป เคยบอกไว้ว่ารถเมล์ที่นี่น่าขึ้นสุดๆ ไหนๆก็มาแล้วลองขึ้นรถเมล์เมืองนอกดูสักครั้งดีกว่า เลยเดินวนอยู่หน้าห้างอยู่นานเพื่อหาป้ายรถเมล์ ห้างหน้ามันเป็นถนน 6 แยกขนาดใหญ่มาก เดินดุ่มๆสักพักก็เจอท่าจอดรถเมล์ ถ้ามาเมืองนอกแล้วไม่รู้ก็ต้องถาม เราเลยเดินตรงไปถามเจ๊ที่เป็นประมาณคนควบคุมการเดินรถ ถามเจ๊แกเป็นภาษาอังกฤษว่า How can I go here พร้อมยื่นนามบัตรของอพาร์ทเมนต์ที่เราอยู่ให้แกดู เจ๊แกทำหน้างงปนสงสัย คือหน้าตาแกทั้งสงสัยว่าเอ๊ะ เมิงหน้าตาก็จีนเตี๊ยะขนาดนี้ ทำเนียนเป็นนักท่องเที่ยวป่าวเนี่ย อีกใจก็งงว่าไอ้อพาร์ทเมนต์นี้มันอยู่ไหน แกเลยยื่นนามบัตรให้คนขับรถอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามา เฮียคนขับหยิบนามบัตรไปดู แล้วเงยหน้าขึ้นมาดูหน้าเราอีกคน คงสงสัยประมาณเดียวกับเจ๊ แล้วบอกเป็นภาษาจีน เฮียก็ไม่รู้ว่ะตี๋

เฮียกับเจ๊สองคนนี้ไม่รู้ไม่เป็นไร เดี๋ยวเดินไปถามคนอื่นดูเผื่อรู้ เพราะย่านที่เราอยู่มันก็ไม่บ้านนอกขนาดนั้น อยู่ห่างจากห้างนี่ไม่กี่กิโลเอง


ท่ารถเมล์ และสาย 82

เลยเดินไปดักแถวนั้น ดูว่าใครพอจะพูดอังกฤษบอกทางกลับได้บ้าง แล้วก็มีตี๋อ้วนวัยรุ่นคนนึงเดินมากับแฟนหมวย เออไอ่นี่โหงวเฮ้งดี น่าจะช่วยเราได้ How can I go here คำถามประโยคเดิม ตี๋อ้วนวัยรุ่นกับแฟนหมวยก็หยิบไปดูแล้วทำหน้าอ๋อๆ เออ น่าจะรู้ สักพักตี๋อ้วนก็บอกเป็นภาษาอังกฤษว่า

เนี่ยพี่เดินไปขึ้นรถเมล์สาย 82 นะ ถึงที่พักพี่เลย ตี๋อ้วนบอก
จริงเหรอน้อง ขอบใจมาก ไปเมืองไทยเดี๋ยวพี่พาไปอาร์ซีเอ ผมตอบ

ว่าแล้วตี๋อ้วนกันแฟนก็เดินจากไป หันไปมองที่ท่ารถเมล์ เห็นสาย 82 มาพอดี เลยเดินไปท่ารถด้วยความหวังว่ากรูได้ขึ้นรถเมล์จีนแล้ว ไปถึงที่รถมีคนต่อแถวพอสมควร แต่ยังยืนลังเลจะขึ้นดีมั้ยวะ

แล้วกูจะหลงมั้ยเนี่ย ขึ้นแล้วจะลงป้ายไหน

แค่นึกเท่านั้นแหละ ตี๋อ้วนคนเดิมไม่รู้โผล่มาจากไหนเดินมาบอกว่า82 นี่แหละพี่ขึ้นเลย ชัวร์!พูดจบก็เดินจากไปอีกครั้ง ไปหาเพื่อนที่กำลังยืนรอ แล้วหัวเราะอะไรกันคิกคักไม่รู้

เอาก็เอาวะ ลองดู ถ้าหลงก็ขึ้นแท็กซี่กลับ เลยเดินขึ้นไป รถเมล์ที่นี่เค้าให้หยอดเหรียญค่ารถก่อนขึ้น แต่เอาชัวร์อีกที ยื่นนามบัตรถามคนขับอีกที คนขับงงเต็กไปอีกคน แล้วก็ส่ายหน้า

อ้าวว น้องตี๋อ้วน ทำไมทำงี้กะพี่

พี่คนขับยังไม่รู้แล้วกูจะกลับไงเนี่ย

แต่ยังไม่ละความพยายาม เดินไปถามคนแถวนั้นอีก 3-4 คน ส่ายหน้ากันทุกคน แล้วที่ทึ่งมากคือทำไมคนจีนที่นี่ทำหน้างงปนสงสัยได้เหมือนกันมาก จากสี่ทุ่มกว่าตอนหนังจบ ถึงตอนนี้ปาไปเกือบห้าทุ่มแล้วครับ ใจนึงก็อยากรีบกลับไปนอน อีกใจก็ยังอยากขึ้นรถเมล์ ใกล้ๆกันมีฝรั่งอีกคู่นึงกำลังงงทางกลับเหมือนกัน จนไม่รู้จะถามใคร ฝรั่งคู่นั้นก็ถอดใจขึ้นแท็กซี่กลับไปแล้ว

ห้าทุ่มแล้วความขี้เกียจเริ่มเกาะกินกลับบ้านนอนดีกว่า วันหลังค่อยหาทางขึ้นรถเมล์ใหม่ 55 ฝากไว้ก่อนตี๋อ้วน ว่าแล้วก็เดินไปขึ้นแท็กซี่ที่จอดรอเหยื่ออยู่ ยื่นนามบัตรให้ พี่แท็กซี่พยักหน้า รอดแล้วกรู ....

จบวันที่สามในเมืองเซี่ยงไฮ้ พรุ่งนี้ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่เกาะปู่ถัวซานกัน

สวัสดี


ซั่งไห่ เจ่าอัน= อรุณสวัสดิ์ เซี่ยงไฮ้

เช้าวันที่ 2 ของการเดินทางมาเที่ยวเมืองจีน ต้องตื่นแต่หกโมงเพราะว่าวันนี้ต้องไปเมืองซูโจวที่เมืองจีนช่วงหน้าร้อนประมาณตีสี่ตีห้า ฟ้าก็สว่างจ้าเหมือนเจ็ดโมงเช้าแล้ว ช่วงเช้าที่นี่การจราจรก็ติดขัดเหมือนบ้านเรานี่แหละ โดยเฉพาะรถขาเข้าจากนอกเมือง แต่เราสวนทางออกนอกเมืองก็เลยรอดตัวไป

ออกเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ประมาณ 7 โมงเช้าด้วยรถตู้เจ้าเก่าที่ไปรับเราที่สนามบิน เห็นว่ามารยาทดีพี่ชายเราเลยจ้างเค้าให้ขับรถพาเที่ยวต่อ ค่ารถก็แพงเอาการอยู่ ประมาณ 4,000 บาทต่อวัน ไม่รวมค่าน้ำมันแต่เพื่อความสะดวกสำหรับป๊า ม๊าและอาม่า ถ้ามากันเองคงขึ้นรถเมล์ ลงรถไฟต่อรถทัวร์กัน

เมืองซูโจวอยู่ในมณฑลเจียงซู นั่งรถจากเซี่ยงไฮ้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่วันที่เรามาดันรถติดช่วงที่ถนนก่อสร้างทำให้ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ และหลับตลอดทางเพราะสองสามวันที่ผ่านมาเวลานอนผิดเพี้ยนไปหมด แถมได้นอนน้อยอีกจึงเกิดอาการแฮ๊งดังกล่าว ทางด่วนที่เมืองจีนเป็นทางด่วนแบบที่จ่ายเงินทีเดียวแล้ววิ่งตรงออกนอกเมืองได้เลย ตรงจริงๆเพราะไม่มีทางเลี้ยวใดๆ ไม่มีสี่แยกตรงอย่างเดียว สองข้างทางไม่มีบ้านเรือน มีได้แต่ว่าต้องอยู่ห่างจากถนนประมาณ 100-200 เมตร และที่สำคัญใครฉี่ง่ายขี้คล่องต้องอ่านให้ดี ปั๊มน้ำมันเมืองจีนไม่เหมือนบ้านเรา ที่จะเจอทุกๆสองนาที ปั๊มน้ำมันที่นี่จะอยู่ห่างกันประมาณ 50 กิโล บางอันก็ไกลกว่านั้นฉะนั้นก่อนออกเดินทางอย่ากินน้ำเยอะกันนะจ๊ะ


เมืองซูโจวหรือ "ดินแดนเวนิซแห่งตะวันออก"
โดดเด่นด้วยสวนโบราณที่มีอยู่กว่า 170 สวนเป็นมรดกโลกที่อนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เป็นจุดขายของเมืองที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อเข้าตัวเมืองมาคุณจะเห็นบรรยากาศรอบๆเมืองเป็นสไตล์โบราณ เช่นป้ายรถเมล์ที่ออกแบบเป็นสไตล์เก๋งจีน หรือบ้าน ร้านค้าที่ยังคงรูปแบบเก่าๆไว้ ทำให้ได้บรรยากาศแบบโบราณดีจริงๆ


ป้ายรถเมล์เก๋ไก๋

สวนที่เรามาชื่อว่า"สวนป่าสิงโต"
หรือ Lion Grove Garden เป็นสวนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก โดดเด่นด้วยผาหินจำลองและสิงโตหินแกะสลักเป็นท่วงท่าต่างๆ เดิมเคยเป็นบ้านของคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตในอดีต ประมาณพวกข้าราชการใหญ่ๆเท่านั้น ถึงมีบ้านแบบนี้ได้ (แหงเด่ะ คนธรรมดาจะมีปัญญาหรอวะ) การออกแบบสวนในอดีตไม่ใช่เพียงออกแบบให้สวยงามเท่านั้น แต่แฝงด้วยปรัชญาและแนวคิดทางศิลปะ ซึ่งเราเองก็จนปัญญาที่จะคิดออกว่ามันคืออะไร แต่มาค้นหาข้อมูลทีหลังว่า สวนแห่งนี้จัดวางองค์ประกอบในพื้นที่จำกัดตามสไตล์"เซน" สอดแทรกแนวคิดเต๋า พุทธและขงจื๊อ ซึ่งสอดคล้องกับคติการดำเนินชีวิตของคนจีน และจำลองแนวคิดของศิลปินภาพวาดพู่กันจีนมาไว้ในก้อนหิน น้ำในสระและในสวน ทำให้เวลาเราเที่ยวชมในสวยจะเปรียบเสมือนเราได้ไปอยู่ในภาพวาดพู่กันจีนเลยทีเดียว


ทางเข้า"สวนป่าสิงโต"

มีห้องหนึ่งในสวนที่เราชอบมาก เป็นห้องธรรมดาประมาณ 5 คูณ 5
เมตร มีทางเข้าด้านหน้าและหลังซึ่งตรงกัน แต่ด้านซ้ายและขวาถ้ามองเผินๆจะเหมือนมีรูปวาดต้นไม้แขวนอยู่ทั้งสองข้าง แต่จริงๆแล้วมันเป็นช่องที่เขาตีทะลุในมองเห็นด้านนอกซึ่งเป็นสวนที่จัดไว้ เป็นรูปวาดธรรมชาตินี่เอง


ภูผาหินจำลอง


หินแกะสลักเป็นรูปสิงโต


ไกด์สาวสุดสวย สปีกอิงลิชปร๋อ


จักรพรรดิเฉียงหลงเคยเสด็จมาที่สวนป่าจึหลิน และเขียนลงแผ่นป้ายนี้เป็นที่ระลึก แปลได้ว่า "สนุกมาก"



ใช้เวลาเดินเที่ยวชมแบบชิวๆ ก็ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงทั่วสวน ก็ได้เวลาหาของกินเพราะเที่ยงแล้วและไม่ได้กินข้าวเช้าเลยแวะกินข้าวที่ร้านในตัวเมืองเป็นร้านอาหารในสไตล์ซูโจว ที่เมืองจีน ร้านอาหารแต่ละเมืองจะแตกต่างกันเห็นได้ชัดทั้งรสชาติและรูปแบบ อาหารเมนูเดียวกันแต่อาจจะทำให้ไม่เหมือนกันได้

ในละแวกร้านอาหารที่ไปกินจะมีแหล่งชอปปิ้งวัยรุ่นชื่อถนน Guanqian Jie (จำไม่ได้อ่านว่าอะไร-*-) ขายของแบรนด์เนมของจีน เลยพาม๊าและอาม่าไปปล่อยแก่เดินดูเสื้อผ้าวัยรุ่น


ร้านอาหารบรู๊ซลี อยู่ในย่านชอปปิ้ง มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ขายอาหารจีนทั่วไป แฟนพันธุ์แท้ไม่ควรพลาด

แต่เดินได้สักพักฝนตกกระหน่ำเดินต่อไม่ได้แล้ว เลยขึ้นรถต่อไปที่วัด
Hanshan วัดที่ประเทศจีนจะมีรูปแบบคล้ายๆกันคือ ด้านหน้าวัดจะกำแพงสีเหลืองขนาดใหญ่สลักชื่อวัด อีกอย่างที่เหมือนกันเลยก็คือ ทุกวัดจะต้องเสียค่าผ่านประตู เพื่อเป็นค่าบำรุงวัด บางที่ถึงขนาดต้องเสียด้านหน้าแล้วถ้าอยากดูส่วนที่เป็นไฮไลท์ต้องเสียอีกต่อนึง แต่ก็หยวนๆน่า วัดเค้าก็ดูแลรักษาเป็นอย่างดีจริงๆ


"เวนิซแห่งแดนตะวันออก"


เอกลักษณ์วัดจีน "ผนังเหลือง ฟอนท์เขียว"

มาที่วัดนี้จะสังเกตได้ว่าบนหลังคาทุกอัน จะมีเศษเหรียญวางอยู่มากมาย เพราะวัดที่นี่มีธรรมเนียมปฏิบัติหรือความเชื่ออะไรซักอย่างว่า ถ้าอฐิษฐานขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดแล้วโยนเหรียญขึ้นไปบนหลังคา ถ้าเหรียญไม่ตกลงมา คำอฐิษฐานนั้นจะเป็นจริง ซึ่งเราก็ลองโยนดูเหรียญแรก โยนแล้วร่วงลงมาอย่างเร็ว สักพักก็ได้เคล็ดลับว่าให้โยนเหรียญที่มีน้ำหนักเบา ก็ลองดูปรากฏว่าได้ผลจริงๆ เหรียญค้างเติ่งอยู่บนหลังคาอย่างสวยงาม


นักท่องเที่ยวโยนเหรียญกันอย่างเมามัน


เหรียญเพียบ!

เที่ยวในวัดเสร็จก็เดินออกมาดูของแถวๆนั้น มีของขายประปราย เช่นพัดจีน ชาจีน เสื้อผ้าหรือของใช้แบบเก่าๆ ที่เราชอบคือตัวอักษรที่เขียนด้วยพู่กันจีน คล้ายในเรื่อง
Hero ที่เหลียงเฉาเหว่ยตัวละครในเรื่องเขียน แต่ของจริงมันไม่เท่ห์ขนาดนั้น คุณอาคนนี้ยืนเขียนแบบสงบนิ่ง แต่นิ่งได้สักพักพอเห็นว่าเรามายืนดูก็ออกมาพรีเซนต์สินค้าตัวเอง แต่ขอโทษครับเฮีย ผมฟังไม่ออก แกก็ทำหน้าจ๋อยแล้วเดินกลับไปเขียนต่อ


ก่อนเฮียแกเดินมาพรีเซนต์สินค้า

เป็นอันจบการเดินทางในวันที่สอง ต้องเดินทางกลับเซี่ยงไฮ้แล้ว ขากลับเร็วกว่าตอนเช้านิดหน่อย แต่เจอฝนตกหนักอีกแล้วระหว่างทาง ถึงเซี่ยงไฮ้ประมาณหกโมงกว่า เลยไปหาข้าวกินในห้าง Nextage (อืม ชื่อล้ำมาก) เป็นห้างค่อนข้างใหญ่ แต่เล็กกว่าห้างที่เมื่อวานไปเยอะ ที่เราไปเป็นวันอาทิตย์พอดีร้านอาหารคนเลยแน่นเป็นพิเศษ มีสามร้านใหญ่ๆ ร้านแรกสไตล์ญี่ปุ่นดูแล้วไฮโซเกิน ร้านที่สองร้านอาหารจีนน่ากินที่สุดแต่รอนานเกินไป เลยไปร้านที่สาม Legend Restaurant ซึ่งรอไม่นานเกินไป อาหารอร่อยพอใช้ได้ ดูหรูหราแต่ราคาสมเหตุสมผล

กินเสร็จก็เดินเล่นซักพักในห้าง โชคดีว่าช่วงที่เราไปเที่ยว เป็นช่วงที่ร้านค้าลดกระหน่ำราคาเป็นพิเศษทุกร้านทุกยี่ห้อ เลยได้รองเท้าและกางเกงมาในราคาถูกเหลือเชื่อ ถูกกว่าที่ประเทศไทยเกือบสองเท่า

รถตู้ขาประจำกลับไปแล้ว เลยต้องขึ้นแท็กซี่กลับกันเอง แท็กซี่จะมีโทรทัศน์ให้ดูบางคัน ไม่ใช่โฆษณาบ้าบอ แต่เป็น
Channel V เลยนะจ๊ะ


ทีวีในแท็กซี่ แด๊นซ์กระจายย


รถเมล์ที่นี่น่าขึ้นจริงๆ ประมาณการณ์จากที่เห็น น่ารักไม่น้อยเลยนะนั่น อิอิ

กลับถึงห้องประมาณสี่ทุ่มได้ ว่าจะนอนให้เต็มอิ่มซะหน่อยหลังจากแฮ๊งค์มานาน ก็นั่งดู
Prison Breakซับจีนไปเพลินๆ ถึงห้าทุ่มเที่ยงคืนได้ คนอื่นๆก็นอนกันหมดแล้ว ก็จะนอนมั่ง แต่ด้วยห้องนอนสองห้องเต็มเราเลยต้องออกมานอนโซฟาด้านนอก ซึ่งในห้องจะมีรูปภาพแขวนอยู่รูปหนึ่ง เป็นภาพวาดพู่กันละเลงสีแบบเละๆ สีแดงมั่งเหลืองมั่ง น้ำเงินมั่งปนๆไป แต่ที่แปลกคือมันมีคล้ายๆกับทองเปลวสองแผ่นแปะอยู่ตรงกลาง ในวันแรกที่มาเราก็ไม่ได้เอะใจ เอามือไปลูบๆคลำๆเล่น แต่อาม่ามาเห็นก็บอกเราว่า อย่าไปจับเจ้าที่สิ! (อาม่าเรียกว่าอะไรซักอย่างจำไม่ได้ แต่ความหมายประมาณนั้น) เราได้ยินก็เหวอเลยครับ แต่คนอื่นๆบอกว่า ไม่น่าใช่ น่าจะเป็นแค่รูปภาพธรรมดา ก็ลืมๆไปไม่ได้คิดอะไร

แต่คืนนี้ขณะที่กำลังจะนอนเราก็นึกถึงเรื่องนี้ได้ เลยนอนเอาหัวชี้ไปทางรูป ทั้งๆที่ง่วงนะแต่พอเอนหัวลงหมอนปั๊บ จะนอนไม่หลับเหมือนตาสว่าง ในหัวก็นึกถึงเรื่องรูปภาพ พอนึกถึงเท่านั้นแหละ มันเหมือนได้ยินเสียงมีใครบางคนเอามือทุบที่รูปภาพนั้นอย่างดัง สองสามครั้ง ก็ลืมตาขึ้นมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็หลับตาลง เสียงทุบก็ดังอีกรอบ คราวนี้เหมือนจะเปลี่ยนมาทุบที่ผนังข้างๆที่เรานอน และดังเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครเปิดประตูออกมาดูซักคน นอนก็ไม่หลับจนทนไม่ไหวแล้ว เด้งตัวขึ้นมากราบที่รูปนั้นสามรอบงามๆ และก็แปลกอีกที่พอกราบเสร็จแล้ว กลับนอนหลับได้สบายจนเช้า......

นั่นคือเรื่องเล่าในซังไห่ วันที่ 2 ยาวไปหน่อย พยายามอ่านกันเน้อ ติดตามตอนต่อที่ 3 ตะลุยทะเลสาบเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ และไปดูหนังกัน

------------------------------------
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

สิ่งที่หาได้ยากยิ่งในเมืองจีน
1.หมาและแมว คาดว่าถูกจับกินไปหมด หมายังพอเจอบ้าง แต่ไร้วี่แววของแมว
2.คนท้อง เพราะกฏหมายให้แต่ละครอบครัวมีลูกได้แค่คนเดียว
3.คนอ้วน ยากจริงๆ ถ้าไม่นับแบบท้วม อ้วนเผละนี่ยังไม่เจอเลย
4.ปั๊มน้ำมัน ในเมืองก็หายากแล้ว นอกเมืองแทบจะต้องภาวนาให้เจอปั๊มกันเลยทีเดียว
และ 5.กระเทย เกย์ ตุ๊ด หาไม่มีเลยฮ่ะ
ดีจริงๆ