ซังไห่...หนี่ห่าว ตอนที่ 2
posted on 15 Sep 2007 13:28 by wujiandao
ซั่งไห่ เจ่าอัน= อรุณสวัสดิ์ เซี่ยงไฮ้
เช้าวันที่ 2 ของการเดินทางมาเที่ยวเมืองจีน ต้องตื่นแต่หกโมงเพราะว่าวันนี้ต้องไปเมืองซูโจวที่เมืองจีนช่วงหน้าร้อนประมาณตีสี่ตีห้า ฟ้าก็สว่างจ้าเหมือนเจ็ดโมงเช้าแล้ว ช่วงเช้าที่นี่การจราจรก็ติดขัดเหมือนบ้านเรานี่แหละ โดยเฉพาะรถขาเข้าจากนอกเมือง แต่เราสวนทางออกนอกเมืองก็เลยรอดตัวไป
ออกเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ประมาณ 7 โมงเช้าด้วยรถตู้เจ้าเก่าที่ไปรับเราที่สนามบิน เห็นว่ามารยาทดีพี่ชายเราเลยจ้างเค้าให้ขับรถพาเที่ยวต่อ ค่ารถก็แพงเอาการอยู่ ประมาณ 4,000 บาทต่อวัน ไม่รวมค่าน้ำมันแต่เพื่อความสะดวกสำหรับป๊า ม๊าและอาม่า ถ้ามากันเองคงขึ้นรถเมล์ ลงรถไฟต่อรถทัวร์กัน
เมืองซูโจวอยู่ในมณฑลเจียงซู นั่งรถจากเซี่ยงไฮ้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่วันที่เรามาดันรถติดช่วงที่ถนนก่อสร้างทำให้ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ และหลับตลอดทางเพราะสองสามวันที่ผ่านมาเวลานอนผิดเพี้ยนไปหมด แถมได้นอนน้อยอีกจึงเกิดอาการแฮ๊งดังกล่าว ทางด่วนที่เมืองจีนเป็นทางด่วนแบบที่จ่ายเงินทีเดียวแล้ววิ่งตรงออกนอกเมืองได้เลย ตรงจริงๆเพราะไม่มีทางเลี้ยวใดๆ ไม่มีสี่แยกตรงอย่างเดียว สองข้างทางไม่มีบ้านเรือน มีได้แต่ว่าต้องอยู่ห่างจากถนนประมาณ 100-200 เมตร และที่สำคัญใครฉี่ง่ายขี้คล่องต้องอ่านให้ดี ปั๊มน้ำมันเมืองจีนไม่เหมือนบ้านเรา ที่จะเจอทุกๆสองนาที ปั๊มน้ำมันที่นี่จะอยู่ห่างกันประมาณ 50 กิโล บางอันก็ไกลกว่านั้นฉะนั้นก่อนออกเดินทางอย่ากินน้ำเยอะกันนะจ๊ะ
เมืองซูโจวหรือ "ดินแดนเวนิซแห่งตะวันออก" โดดเด่นด้วยสวนโบราณที่มีอยู่กว่า 170 สวนเป็นมรดกโลกที่อนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เป็นจุดขายของเมืองที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อเข้าตัวเมืองมาคุณจะเห็นบรรยากาศรอบๆเมืองเป็นสไตล์โบราณ เช่นป้ายรถเมล์ที่ออกแบบเป็นสไตล์เก๋งจีน หรือบ้าน ร้านค้าที่ยังคงรูปแบบเก่าๆไว้ ทำให้ได้บรรยากาศแบบโบราณดีจริงๆ 
ป้ายรถเมล์เก๋ไก๋
สวนที่เรามาชื่อว่า"สวนป่าสิงโต" หรือ Lion Grove Garden เป็นสวนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก โดดเด่นด้วยผาหินจำลองและสิงโตหินแกะสลักเป็นท่วงท่าต่างๆ เดิมเคยเป็นบ้านของคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตในอดีต ประมาณพวกข้าราชการใหญ่ๆเท่านั้น ถึงมีบ้านแบบนี้ได้ (แหงเด่ะ คนธรรมดาจะมีปัญญาหรอวะ) การออกแบบสวนในอดีตไม่ใช่เพียงออกแบบให้สวยงามเท่านั้น แต่แฝงด้วยปรัชญาและแนวคิดทางศิลปะ ซึ่งเราเองก็จนปัญญาที่จะคิดออกว่ามันคืออะไร แต่มาค้นหาข้อมูลทีหลังว่า สวนแห่งนี้จัดวางองค์ประกอบในพื้นที่จำกัดตามสไตล์"เซน" สอดแทรกแนวคิดเต๋า พุทธและขงจื๊อ ซึ่งสอดคล้องกับคติการดำเนินชีวิตของคนจีน และจำลองแนวคิดของศิลปินภาพวาดพู่กันจีนมาไว้ในก้อนหิน น้ำในสระและในสวน ทำให้เวลาเราเที่ยวชมในสวยจะเปรียบเสมือนเราได้ไปอยู่ในภาพวาดพู่กันจีนเลยทีเดียว 
ทางเข้า"สวนป่าสิงโต"
มีห้องหนึ่งในสวนที่เราชอบมาก เป็นห้องธรรมดาประมาณ 5 คูณ 5 เมตร มีทางเข้าด้านหน้าและหลังซึ่งตรงกัน แต่ด้านซ้ายและขวาถ้ามองเผินๆจะเหมือนมีรูปวาดต้นไม้แขวนอยู่ทั้งสองข้าง แต่จริงๆแล้วมันเป็นช่องที่เขาตีทะลุในมองเห็นด้านนอกซึ่งเป็นสวนที่จัดไว้ เป็นรูปวาดธรรมชาตินี่เอง
ภูผาหินจำลอง
หินแกะสลักเป็นรูปสิงโต
ไกด์สาวสุดสวย สปีกอิงลิชปร๋อ
จักรพรรดิเฉียงหลงเคยเสด็จมาที่สวนป่าจึหลิน และเขียนลงแผ่นป้ายนี้เป็นที่ระลึก แปลได้ว่า "สนุกมาก"
ใช้เวลาเดินเที่ยวชมแบบชิวๆ ก็ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงทั่วสวน ก็ได้เวลาหาของกินเพราะเที่ยงแล้วและไม่ได้กินข้าวเช้าเลยแวะกินข้าวที่ร้านในตัวเมืองเป็นร้านอาหารในสไตล์ซูโจว ที่เมืองจีน ร้านอาหารแต่ละเมืองจะแตกต่างกันเห็นได้ชัดทั้งรสชาติและรูปแบบ อาหารเมนูเดียวกันแต่อาจจะทำให้ไม่เหมือนกันได้
ในละแวกร้านอาหารที่ไปกินจะมีแหล่งชอปปิ้งวัยรุ่นชื่อถนน Guanqian Jie (จำไม่ได้อ่านว่าอะไร-*-) ขายของแบรนด์เนมของจีน เลยพาม๊าและอาม่าไปปล่อยแก่เดินดูเสื้อผ้าวัยรุ่น
ร้านอาหารบรู๊ซลี อยู่ในย่านชอปปิ้ง มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ขายอาหารจีนทั่วไป แฟนพันธุ์แท้ไม่ควรพลาด
แต่เดินได้สักพักฝนตกกระหน่ำเดินต่อไม่ได้แล้ว เลยขึ้นรถต่อไปที่วัด Hanshan วัดที่ประเทศจีนจะมีรูปแบบคล้ายๆกันคือ ด้านหน้าวัดจะกำแพงสีเหลืองขนาดใหญ่สลักชื่อวัด อีกอย่างที่เหมือนกันเลยก็คือ ทุกวัดจะต้องเสียค่าผ่านประตู เพื่อเป็นค่าบำรุงวัด บางที่ถึงขนาดต้องเสียด้านหน้าแล้วถ้าอยากดูส่วนที่เป็นไฮไลท์ต้องเสียอีกต่อนึง แต่ก็หยวนๆน่า วัดเค้าก็ดูแลรักษาเป็นอย่างดีจริงๆ 
"เวนิซแห่งแดนตะวันออก"
เอกลักษณ์วัดจีน "ผนังเหลือง ฟอนท์เขียว"
มาที่วัดนี้จะสังเกตได้ว่าบนหลังคาทุกอัน จะมีเศษเหรียญวางอยู่มากมาย เพราะวัดที่นี่มีธรรมเนียมปฏิบัติหรือความเชื่ออะไรซักอย่างว่า ถ้าอฐิษฐานขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดแล้วโยนเหรียญขึ้นไปบนหลังคา ถ้าเหรียญไม่ตกลงมา คำอฐิษฐานนั้นจะเป็นจริง ซึ่งเราก็ลองโยนดูเหรียญแรก โยนแล้วร่วงลงมาอย่างเร็ว สักพักก็ได้เคล็ดลับว่าให้โยนเหรียญที่มีน้ำหนักเบา ก็ลองดูปรากฏว่าได้ผลจริงๆ เหรียญค้างเติ่งอยู่บนหลังคาอย่างสวยงาม
นักท่องเที่ยวโยนเหรียญกันอย่างเมามัน
เหรียญเพียบ!
เที่ยวในวัดเสร็จก็เดินออกมาดูของแถวๆนั้น มีของขายประปราย เช่นพัดจีน ชาจีน เสื้อผ้าหรือของใช้แบบเก่าๆ ที่เราชอบคือตัวอักษรที่เขียนด้วยพู่กันจีน คล้ายในเรื่อง Hero ที่เหลียงเฉาเหว่ยตัวละครในเรื่องเขียน แต่ของจริงมันไม่เท่ห์ขนาดนั้น คุณอาคนนี้ยืนเขียนแบบสงบนิ่ง แต่นิ่งได้สักพักพอเห็นว่าเรามายืนดูก็ออกมาพรีเซนต์สินค้าตัวเอง แต่ขอโทษครับเฮีย ผมฟังไม่ออก แกก็ทำหน้าจ๋อยแล้วเดินกลับไปเขียนต่อ
ก่อนเฮียแกเดินมาพรีเซนต์สินค้า
เป็นอันจบการเดินทางในวันที่สอง ต้องเดินทางกลับเซี่ยงไฮ้แล้ว ขากลับเร็วกว่าตอนเช้านิดหน่อย แต่เจอฝนตกหนักอีกแล้วระหว่างทาง ถึงเซี่ยงไฮ้ประมาณหกโมงกว่า เลยไปหาข้าวกินในห้าง Nextage (อืม ชื่อล้ำมาก) เป็นห้างค่อนข้างใหญ่ แต่เล็กกว่าห้างที่เมื่อวานไปเยอะ ที่เราไปเป็นวันอาทิตย์พอดีร้านอาหารคนเลยแน่นเป็นพิเศษ มีสามร้านใหญ่ๆ ร้านแรกสไตล์ญี่ปุ่นดูแล้วไฮโซเกิน ร้านที่สองร้านอาหารจีนน่ากินที่สุดแต่รอนานเกินไป เลยไปร้านที่สาม Legend Restaurant ซึ่งรอไม่นานเกินไป อาหารอร่อยพอใช้ได้ ดูหรูหราแต่ราคาสมเหตุสมผล
กินเสร็จก็เดินเล่นซักพักในห้าง โชคดีว่าช่วงที่เราไปเที่ยว เป็นช่วงที่ร้านค้าลดกระหน่ำราคาเป็นพิเศษทุกร้านทุกยี่ห้อ เลยได้รองเท้าและกางเกงมาในราคาถูกเหลือเชื่อ ถูกกว่าที่ประเทศไทยเกือบสองเท่า
รถตู้ขาประจำกลับไปแล้ว เลยต้องขึ้นแท็กซี่กลับกันเอง แท็กซี่จะมีโทรทัศน์ให้ดูบางคัน ไม่ใช่โฆษณาบ้าบอ แต่เป็น Channel V เลยนะจ๊ะ
ทีวีในแท็กซี่ แด๊นซ์กระจายย
รถเมล์ที่นี่น่าขึ้นจริงๆ ประมาณการณ์จากที่เห็น น่ารักไม่น้อยเลยนะนั่น อิอิ
กลับถึงห้องประมาณสี่ทุ่มได้ ว่าจะนอนให้เต็มอิ่มซะหน่อยหลังจากแฮ๊งค์มานาน ก็นั่งดู Prison Breakซับจีนไปเพลินๆ ถึงห้าทุ่มเที่ยงคืนได้ คนอื่นๆก็นอนกันหมดแล้ว ก็จะนอนมั่ง แต่ด้วยห้องนอนสองห้องเต็มเราเลยต้องออกมานอนโซฟาด้านนอก ซึ่งในห้องจะมีรูปภาพแขวนอยู่รูปหนึ่ง เป็นภาพวาดพู่กันละเลงสีแบบเละๆ สีแดงมั่งเหลืองมั่ง น้ำเงินมั่งปนๆไป แต่ที่แปลกคือมันมีคล้ายๆกับทองเปลวสองแผ่นแปะอยู่ตรงกลาง ในวันแรกที่มาเราก็ไม่ได้เอะใจ เอามือไปลูบๆคลำๆเล่น แต่อาม่ามาเห็นก็บอกเราว่า อย่าไปจับเจ้าที่สิ! (อาม่าเรียกว่าอะไรซักอย่างจำไม่ได้ แต่ความหมายประมาณนั้น) เราได้ยินก็เหวอเลยครับ แต่คนอื่นๆบอกว่า ไม่น่าใช่ น่าจะเป็นแค่รูปภาพธรรมดา ก็ลืมๆไปไม่ได้คิดอะไร
แต่คืนนี้ขณะที่กำลังจะนอนเราก็นึกถึงเรื่องนี้ได้ เลยนอนเอาหัวชี้ไปทางรูป ทั้งๆที่ง่วงนะแต่พอเอนหัวลงหมอนปั๊บ จะนอนไม่หลับเหมือนตาสว่าง ในหัวก็นึกถึงเรื่องรูปภาพ พอนึกถึงเท่านั้นแหละ มันเหมือนได้ยินเสียงมีใครบางคนเอามือทุบที่รูปภาพนั้นอย่างดัง สองสามครั้ง ก็ลืมตาขึ้นมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็หลับตาลง เสียงทุบก็ดังอีกรอบ คราวนี้เหมือนจะเปลี่ยนมาทุบที่ผนังข้างๆที่เรานอน และดังเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครเปิดประตูออกมาดูซักคน นอนก็ไม่หลับจนทนไม่ไหวแล้ว เด้งตัวขึ้นมากราบที่รูปนั้นสามรอบงามๆ และก็แปลกอีกที่พอกราบเสร็จแล้ว กลับนอนหลับได้สบายจนเช้า......
นั่นคือเรื่องเล่าในซังไห่ วันที่ 2 ยาวไปหน่อย พยายามอ่านกันเน้อ ติดตามตอนต่อที่ 3 ตะลุยทะเลสาบเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ และไปดูหนังกัน
------------------------------------
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
สิ่งที่หาได้ยากยิ่งในเมืองจีน
1.หมาและแมว คาดว่าถูกจับกินไปหมด หมายังพอเจอบ้าง แต่ไร้วี่แววของแมว
2.คนท้อง เพราะกฏหมายให้แต่ละครอบครัวมีลูกได้แค่คนเดียว
3.คนอ้วน ยากจริงๆ ถ้าไม่นับแบบท้วม อ้วนเผละนี่ยังไม่เจอเลย
4.ปั๊มน้ำมัน ในเมืองก็หายากแล้ว นอกเมืองแทบจะต้องภาวนาให้เจอปั๊มกันเลยทีเดียว
และ 5.กระเทย เกย์ ตุ๊ด หาไม่มีเลยฮ่ะดีจริงๆ

เราว่าคงมีแหละ แต่คงแอ็บไว้เนอะ
#1 By only human*EM on 2007-09-15 16:22